แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 0866431240 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 0866431240 แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับสู่ความสุขและความสำเร็จของชีวิต

เคล็ดลับที่จะนำไปสู่ความสุขและความสำเร็จของชีวิต โดยเชื่อใน “Law of Attraction” กฎแห่งการดึงดูด เพราะจิตของเรามีพลังอำนาจ มหาศาล พูดง่ายๆก็คือ ให้คิดแต่สิ่งที่ดี แล้วสิ่งดีๆ จะถูกดึงดูดเข้ามาหาเราเอง

“นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติ ศาสตร์สำหรับการมีชีวิตอยู่ เพราะเป็นครั้งแรกที่มนุษย์เรา มีอำนาจถึงขั้นใช้เพียงปลายนิ้วก็หาความรู้ได้”

ความลับที่จะทำให้คุณจะได้เรียนรู้วิธีการใช้ความลับในทุกแง่ มุมของชีวิต ทั้งด้านการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ความสุขและปฏิสัมพันธ์ทุกรูปแบบของคุณในโลกนี้ คุณจะเริ่มเข้าใจพลังอำนาจภายในตัวเองที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นมานานและสิ่งที่ เปิดเผยนี้จะนำมาซึ่งความยินดีในทุกๆ ด้านชีวิตของคุณ

ความสำเร็จ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ เราต้องเข้าใจใน 3 กระบวนการ ดังนี้

กระบวนการที่ 1 : Attraction Process หรือ กระบวนการสร้างแรงดึงดูด

โลกของเรามีแรงดึงดูด ที่เป็นพลังงานที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่พวกเราสามารถสัมผัสมันได้ ผ่านกระบวนการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ตัวเราเองก็สามารถสร้างแรงดึงดูดได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่จะวิ่งเข้ามาหาเรา..คุณต้องการสิ่งที่ดีหรือไม่ดีหละ คงไม่มีใครต้องการสิ่งไม่ดี และคงไม่มีใครไม่ต้องการสิ่งดีดี ทุกคนต่างต้องการสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสุขภาพ ทรัพย์สินเงินทอง หน้าที่การงานต่างๆ ก็ล้วนแต่ต้องการสิ่งดีดี ทีนี้เราจะสร้างแรงดึงดูดอย่างไร ให้มีแต่สิ่งดีดีเข้ามาหละ


The secret ได้บอกหลักสำคัญๆของแหล่งแรงดึงดูดสิ่งดีดี ไว้ดังนี้

1.1 การคิดเชิงบวก (positive thinking):

ทุก ความคิดมีแรงดึงดูด เคยสังเกตุมั๊ยว่า หากเราคิดคำนึ่งหรือกังวลเรื่องใดเรื่องหนึ่งบ่อยๆ เรื่องนั้นก็มักเกิดขึ้นจริง ดังนั้น หากเราเปลี่ยนความคิดจากการคิดถึงสิ่งที่ไม่ดีบ่อยๆ เป็นคิดถึงแต่สิ่งที่ดีดี บ่อยๆ คลื่นความคิดเราก็จะแปรเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูด ดูดสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิต


ในประเด็นนี้ หากเรามองในทางธรรมแล้ว ก็คงไม่ต่างอะไรกับที่ชอบพูดกันว่า คิดดี ทำดี พูดดี ..สิ่งที่สะท้อนกลับมาหาเราก็คงดีเหมือนกัน


1.2 รู้เท่าทันความคิดของตัวเอง :

เหมือนเป็นการมีสติ กำหนดรู้ว่า ขณะนี้เราคิดอะไร คิดดีหรือคิดเลว เมื่อเรารู้เท่าทันความคิดเราเมื่อไหร่ เราก็สามารถคัดแยกความคิดเลวออกจากความคิดดีได้ ทำให้เรามีโอกาสที่จะยับยั้งความคิดเลว และดำเนินความคิดดีดีต่อไป

เคยสังเกตุตัวเองกันมั๊ย หากเมื่อเราคิดเลว อารมณ์ที่ไม่ดีก็จะเกิด แต่หากเมื่อไหร่เราคิดดี ความสบายใจ อารมณ์ที่ดีก็จะเกิด อารมณ์เป็นสิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระทำ คนที่ไม่รู้เท่าทัน ไม่รู้จักควบคุมความคิดเลว อารมณ์เลว ก็จะโกรธง่าย เกลียดง่าย ฉุนเฉียวง่าย สิ่งเหล่านี้ ถูกถ่ายทอดผ่านใบหน้าและร่างกายออกสู่ภายนอก สิ่งที่สะท้อนจากภายนอกกลับมาหาตัวคุณก็คงไม่ใช่สิ่งดีนักหรอก แต่ในทางกลับกัน คนที่คิดดีรู้เท่าทันระงับความคิดและอารมณ์เลว สิ่งดีดีจากจิตใจก็จะถูกทอดผ่านร่างกายให้แสดงออกมาแต่ในสิ่งดีดี สิ่งที่คุณได้รับก็จะเป็นสิ่งดีด้วยเช่นกัน เมื่อคุณรู้สึกดี ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆก็จะบังเกิดขึ้น ทำให้คุณสามารถพัฒนาตัวเองทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดีขึ้นอย่างไม่ ต้องสงสัย อนาคตของคุณขึ้นกับความคิดของคุณแล้วหละ

สร้างคิดดี อารมณ์ดี โดย รู้จักมีความพึงพอใจ (Satification) รู้จักชื่นชมผู้อื่น (Appriciation) มีความหวัง (Hope) มีความสุข (Happiness) รู้จักสนุก ร่าเริง(Joy) รู้จักขอบคุณ (Gratitude) รู้จักรักทั้งตัวเอง ผู้อื่น และสิ่งอื่นรอบตัว (Love) เป็นต้น

ละทิ้ง ความคิดเลว อารมณ์เลว โดย ตัดความหวาดกลัว (Fear) ความกดดัน เครียด(Depression) ผิดพลาดเลอะเทอะ (Fault) ไม่พอใจขุ่นเคือง (resentment) ความเกลียด (Hate) ความโกรธ (Angry) การตำหนิติเตียน (Criticism) การกล่าวโทษนินทา (Blame) เป็นต้น

ความเครียด ความคิดเชิงลบ ก่อให้เกิดอารมณ์ที่ขุ่นมัว เศร้าหมอง ส่งผลต่อระดับการทำงานของร่างกายและสมองที่ลดลงเสมอ

the secret แนะกระบวนการสร้างสรรค์ (Creative process) ไว้ให้ 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นที่ 1 ขั้นตอนการร้องขอ (Ask) :

เหมือนคุณมีตะเกียงวิเศษ เมื่อถูเจ้ายักษ์ออกมาแล้ว คุณต้องร้องขอ คุณต้องคิดให้พลังแห่งจักรวาลรับรู้ว่า คุณต้องการอะไรอย่างแท้จริง แล้วคุณจะได้สิ่งนั้นมา..นั่นแหละ หากสิ่งที่คุณคิด..ไม่ดี..สิ่งที่คุณได้ก็ย่อมไม่ดีเช่นกัน แต่หากคุณคิดดี สิ่งที่คุณได้ย่อมดีเสมอ ในขั้นตอนนี้เทคนิคที่ the secreat แนะนำ คือ การเขียนสิ่งดีดี คุณสามารถเขียนสิ่งดีดี ที่คุณต้องการในสมุดบันทึกได้ทุกวัน เพื่อให้คุณจดจำสิ่งดีดีที่คุณต้องการ มันจะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจลึกๆในใจ ให้คุณพยายามทำให้สิ่งที่คุณต้องการจนสำเร็จ

ขั้นที่ 2 ขั้นตอนแห่งความเชื่อ (Believe) :

จง เชื่อในสิ่งดีดี ที่คุณพึงอยากได้ ว่าคุณจะต้องได้มา ศรัทธาที่ไม่สั่นคลอนก่อให้เกิดสิ่งที่เป็นจริง เมื่อไหร่ที่คุณพลาดจากหวัง จงเชื่อเสมอว่า หากหวังและพยายามต่อไป วันหนึ่ง ฝันคุณจะเป็นจริง กรณีนี้ คงเข้าตำราคนไทยที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น หากเราเชื่อ และพยายามทำในสิ่งที่เราเชื่อ สักวันสิ่งนั้นจะสำเร็จดังฝัน

ขั้นที่ 3 ขั้นตอนแห่งการรับ (Receive) :

เป็นการยอมรับ ทั้งสิ่งที่สมหวังและผิดหวัง การผิดหวัง หากเรายอมรับเราสามารถนำมันมาทบทวน ไตร่ตรองได้อีกรอบ แล้วเราจะเห็นถึงข้อผิดพลาดอันนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุง

1.3 เริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งดีดี :

คุณเคยสังเกตุมั๊ย หากวันไหนคุณตื่นมาพร้อมอารมณ์ที่ขมุกขมัว วันนั้น คุณอาจปวดหัว อะไรก็ดูช่างหงุดหงิดในสายตาของคุณไปเสียทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นคน การจราจร หรือ สิ่งแวดล้อมต่างๆ แต่ในทางกลับกัน หากคุณสามารถตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกดีดี สมองคุณก็จะแจ่มใส จิตใจก็จะเบ่งบาน พร้อมที่จะมีสติรับรู้เรื่องราวต่างๆ ในวันนั้น ได้อย่างต่อเนื่องและมีสมาธิในการไตร่ตรองแยกแยะ พิจารณาสิ่งที่ ผิด ถูก ชั่ว ดี ได้ไม่ยาก ซึ่งเมื่อคุณได้กรองและเลือกที่จะรับแต่สิ่งดีดีแล้ว อารมณ์ก็จะดียิ่งขึ้น สิ่งที่แสดงออกมาจากตัวคุณ ก็ดี สิ่งที่คุณจะได้รับต่อไป ยิ่งดี

เมื่อใดที่เรารู้สึกแย่ ท้อถอย the secret แนะให้มองสิ่งที่สวยงาม การได้ฟังเพลงดีดี เพลงเชิงบวก การได้มองเด็กๆที่สดใสร่าเริง การได้ชมดอกไม้สีสวยๆ ที่กำลังเบ่งบาน การได้เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมว การได้เล่นกีฬา การได้ออกไปท่องเที่ยว เพราะ the secret เชื่อว่า "เมื่อคนรู้สึกรัก สิ่งดีดีก็จะเข้ามาในชีวิต"

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เหมือนกับเราจะรู้กัน เองนานแล้ว ใช่ป่าว เพราะเราคงได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ความรักทำให้โลกสดใส โลกทั้งใบเป็นสีชมพู ไม่ว่าจะรักแบบไหน แต่ต้องเป็นรักที่บริสุทธิ์ใจจึงจะไม่เป็นทุกข์...รักทำให้คนสามารถมองโลก ได้ในแง่ดีเสมอ...

1.4 อย่าลังเลกับสิ่งที่จะลงมือทำ :

สิ่งดีดี โอกาสคอยเราอยู่เสมอ เมื่อเราสามารถสร้างแรงดึงดูดได้แล้ว สิ่งที่สะท้อนกลับมา เมื่อเราหยุดคิดอย่างรอบคอบแล้ว อย่าลังเลที่จะรับ อย่าปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอย เพราะหากคุณไม่เริ่มผลคงไม่เกิด เราไม่จำเป็นต้องเห็นตลอดทั้งเส้นทางหรือเห็นทางทั้งหมด แต่หากคุณเริ่มและลองดู คุณอาจจะเห็นทางอีกหลายทางซึ่งสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้

1.5 รู้จักพอเพียง :

การ รู้จักพอ จะสร้างความสุขที่แท้จริง คนเราทุกวันนี้ ล้วนแต่เอากิเลสเป็นที่ตั้ง อยากได้สิ่งต่างๆมากมายจนเกินความจำเป็นความพอดี ข้อนี้ คงเข้ากับหลักพุทธศาสนา หรือแม้กระทั่ง หลักเศรษฐกิจพอเพียง ได้เป็นอย่างดี

เมื่อรู้จักพอ ความสุขก็เกิด ความเหนื่อยล้า แห่งการดิ้นรนก็น้อยลง ทำให้คนมีเวลาที่จะคิดทบทวนไตร่ตรองสิ่งต่างๆในความคิด ได้ดีขึ้น ดังนั้น ความพอเพียงคงแยกกันไม่ออกจากข้ออื่นๆ ที่กล่าวข้างต้น

กระบวนการ สร้างแรงดึงดูด โดยสรุปแล้ว หากเราต้องการพบความสุขและความสมหวังที่แท้จริง เราก็ควรมุ่งเน้นที่สร้างแรงดึงดูดที่ดี เราต้องหัดปรับเปลี่ยนความคิดทัศนคติไปในทิศทางที่ดี

หากเราคิดดี ทำดี สิ่งสะท้อนออกไปดี สิ่งที่เราได้รับก็จะดี เมื่อทุกคนทำได้ โลกก็จะเป็นสุขและพัฒนาในทิศทางที่ดี...

the secret บอกว่า ทุกวันนี้คนเรามันใช้คำพูดว่า "ต่อต้าน" ในการรณรงค์ต่างๆ ซึ่งทำให้การรณรงค์เหล่านั้นไม่ประสบผลสำเร็จซักที ดังนั้น ควรเปลี่ยนคำพูดเชิงลบ จากคำว่า "ต่อต้าน" เป็นคำพูดเชิงบวก คำว่า "ส่งเสริม" คงจะดีกว่า อาทิเช่น

- แทนที่จะต่อต้านสงคราม ก็ควรเปลี่ยนเป็น สนับสนุนสันติภาพ
- แทนที่จะต่อต้านความยากจนอดอยาก ก็ควรเปลี่ยนเป็น สนับสนุนผู้คนให้มีอาหารกิน
- แทนที่จะต่อต้านพรรการเมืองใดเป็นพิเศษ ก็ควรจะเปลี่ยนเป็น สนับสนุนพรรคการเมืองตรงข้ามพรรคนั้น

หากทุกคนเพื่งไปยังสิ่งที่ไม่ต้องการ สิ่งนั้นมันคงยังวนเวียนในหัวสมองของทุกคน แล้วในที่สุดมันก็เป็นการตอกย้ำและดึงดูดให้สิ่งที่ทุกคนไม่ต้องการนั้นเกิด ขึ้น เหมือนสุภาษิตไทยว่า "ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ" นั่นเอง ดังนั้น ทุกคน ควรเรียนรู้ที่จะสงบนิ่งและละความสนใจไปจากสิ่งที่เราไม่ต้องการ

กระบวนการที่ 2 : Gratitute หรือ รู้จักขอบคุณ และชื่นชม

- การรู้จักขอบคุณ ขอบคุณสิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ สิ่งที่คุณมี สิ่งคุณเป็น ด้วยใจจริง ตัวอย่างเช่น
- แทนที่คุณจะมองว่าของขวัญจากเพื่อนมูลค่าน้อยนิด คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่มีเพื่อนที่น่ารัก เพื่อนยังคิดถึงเราเสมอ
- แทนที่คุณจะน้อยใจว่าพ่อแม่ดุว่า คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่ทุกวันนี้ยังได้ยินเสียงของพ่อแม่ และท่านยังได้มีทุกข์สุขร่วมกับเรา
- แทนที่คุณจะมองว่าอาหารมื้อนี้น้อยเกินไป กินไม่อิ่ม คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่ทุกวันนี้คุณยังมีข้าวมีอาหารให้ได้กิน
- แทนที่คุณจะมองว่างานหนักเหนื่อย เงินเดือนน้อย คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่คุณยังมีงานทำยังมีเงินเดือนใช้
- แทน ที่คุณจะมองว่าเช้านี้รถติดน่าเบื่อ เปลืองน้ำมัน คุณจงมองเสียใหม่ว่า ขอบคุณที่คุณโชคดี ยังมีรถขับ ขอบคุณที่ฝนไม่ตกซ้ำลงมาอีก ขอบคุณที่ได้ที่นั่งบนรถเมล์ ขอบคุณที่ได้ยืนถือเป็นการออกกำลังกายอีกวัน เป็นต้น
- หากคุณสามารถมองสิ่งรอบตัวในมุมที่ดีดีได้ คิดเชิงบวกกับสิ่งเหล่านั้นได้ และสามารถขอบคุณสิ่งเหล่านั้นได้ และชื่นชมอย่างจริงใจ คุณก็จะสามารถสร้างแรงดึงดูดดีดี ให้กับชีวิตคุณได้ไม่ยาก


กระบวนการที่ 3 : Visualize หรือ รู้จักสร้างภาพ

การสร้างภาพในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการให้โกหกหลอกลวง สร้างภาพให้ดูดี ในสายตาคนอื่น แต่การสร้างภาพในที่นี้ หมายถึง การสร้างจิตนาการแห่งความหวังของคุณให้เป็นภาพออกมา เช่น

หากคุณต้องการมีบ้านสวย คุณลองวาดภาพบ้านในฝันของคุณออกมาดูซิ คุณก็จะมีความหวัง แรงบันดาลใจ พลังในจิตใจให้เกิดความพยายามในการสร้างสรรค์แนวทางที่จะให้ได้มาซึ่งบ้านใน ฝันของคุณ

ไม่เฉพาะสิ่งของ แม้แต่บุคคลหากเราฝันมันก็อาจเป็นจริง เชื่อได้ว่า ข้อนี้ ทุกคนก็คงเคยฝันถึง คนในอุดมคติ ที่คุณสามารถเอาเป็นแบบอย่างได้ ความลับข้อนี้ มันอาจถูกเปิดเผยมานานแล้ว เพียงแต่เรายังไม่ทราบเท่านั้นเองว่า มัน คือ ช่องทางแห่งความสำเร็จ

การสร้างภาพ มันก็เหมือนเป็นการสะกดจิตตัวเอง ด้วยภาพ ที่อาจสร้างขึ้นมาในสมอง ในจิตใจ หรือ วาดออกมาให้เห็นจริงๆในวัสดุใดใด การสร้างภาพ ไม่ได้จำเพราะเพียงรูปภาพ แต่หมายรวมถึง ภาพของอักษรที่ร้อยเรียงคำพูด การกระทำของทั้งตัวเราเองและคนอื่นที่เราต้องการขอบคุณและชื่นชม เช่น หากคุณมองภาพดีดี หรือเขียนคำชื่นชมลูก สามี ภรรยา เจ้านาย ลูกน้อง ทุกวัน ก็จะทำให้คุณมีทัศนคติและความสัมพันธ์ที่ดีต่อพวกเค้า เป็นต้น

หากคุณได้เพ่งมอง และรู้จักชื่นชมภาพเหล่านี้ทุกวัน แรงดึงดูดภายในจิตใจคุณก็จะถูกสร้างขึ้น สิ่งที่คุณฝันก็จะบังเกิด ดังนั้น หากคุณสร้างภาพในใจ ในสมอง ในความคิด ที่เป็นสิ่งดีดี สิ่งที่น่าชื่นชม ปฎิกิริยาต่างๆของคุณก็จะแสดงออกมากับสิ่งเหล่านั้นดี ปัญหาความขุ่นใจก็จะถูกลบเลือนออกไป แล้วสิ่งดีดี ก็จะบังเกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอน



ข้อคิดจากคำคม ใน The secret

"Whatever you're thinking and feeling today is creating your future"

"อะไรก็ตามที่คุณคิดและรู้สึกในวันนี้ คือ สิ่งที่สร้างอนาคตของคุณ"

"Your thaught and you feeling create your life"

"ความคิดและความรู้สึกของคุณ สร้างชีวิตคุณ"

"You create your own universe as you go along"

"คุณสามารถสร้างจักรวาลของคุณเองได้ ในทุกขณะที่คุณดำเนินชีวิต"


" Take the first step in faith you don't have to see the whole staircase just take the first step"

"เริ่มก้าวแรกด้วยความศรัทธา คุณไม่จำเป็นต้องเห็นขั้นบันไดทั้งหมด คุณแค่เริ่มต้นที่ก้าวแรก"


"When you want to change your circumstance you must first to change your thinking"

"หากคุณต้องการเปลี่ยนสิ่งที่เป็นอยู่รอบตัวคุณ คุณต้องเปลี่ยนความคิดคุณเป็นอันดับแรก"


"Imagination is everything. It is the preview of lifes coming attractions"

"จินตนาการคือทุกสิ่ง มันเปรียบเสมือนภาพของชีวิต ที่กลายเป็นแรงดึงดูด"


"Whatever the mind of man can conceive, it can achieve"

"อะไรก็ตามที่จิตใจของคนสามารถคิดได้ มันก็สามารถนำมาครอบครองได้"


"We are a creater of our universe"

"พวกเราคือผู้สร้างสรรรค์จักรวาลของพวกเราเอง"


"Energy flows when attention goes"

"พลังงานจะไหลลื่น เมื่อความมุ่งมั่นเกิดขึ้น"


"The relationship will really work, we need to focus on what we appriciate about the other person, not only complaining about"

"ความสัมพันธ์จะดำเนินไปด้วยดี หากคุณรู้จักชื่นชมสิ่งที่คุณประทับใจบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่การบ่น ดุด่า หรือตำหนิ"


"We can not control other people, no matter how are we try"

"เราไม่สามารถควบคุมผู้อื่นได้ ไม่ว่าเราจะพยายามมากซักแค่ไหนก็ตาม"


" All power is from within and is therefore under our own control"

"พลังอำนาจทั้งหมดมาจากภายใน ฉะนั้นมันควรอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา"


" You are the designer of your destiny. You are the writher who write your story.

The pen is in your hand and the outcome is whatever that you choose"

"คุณคือผู้ออกแบบชะตาชีวิตของตัวคุณเอง คุณคือผู้แต่งเรื่องราวของคุณเอง
ปากกาอยู่ในมือของคุณแล้ว และผลท้ายสุดที่ได้ก็ขึ้นกับที่คุณจะเลือกเอง"


“เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะรู้สึกแย่ในขณะที่คิดอะไรดีๆ” … Charles Haanel



“สิ่งที่คุณต่อต้าน จะยิ่งทานทน” … Carl Jung (1875-1961)



“ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณทำได้ หรือคิดว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็คิดถูกทั้งนั้น” .. Henry Ford (1863-1947)


สุดท้ายนี้ โปรดจงพึงระลึกอยู่เสมอว่า...

- หากต้องการลดน้ำหนัก อย่ามุ่งคิดถึงแต่การ ลดน้ำหนัก แต่จงรวมศุนย์ความคิดไปที่น้ำหนักที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณจงรู้สึกถึงความ รู้สึกยามที่น้ำหนักตัวของคุณพอเหมาะที่สุด แล้วคุณก็จะได้น้ำหนักตัวเท่านั้น จักรวาลไม่ต้องใช้เวลาในการนำมาซึ่งสิ่งที่คุณปรารถนา จะหนึ่งดอลล่าร์หรือล้านดอลล่าร์ก็ง่ายพอกัน

- สิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันของคุณ เป็นผลจากการกระทำในอดีตของคุณนั่นเอง

- หลายครั้งที่คุณพยายามให้สิ่งบางสิ่ง คนบางคน สถานที่บางสถานที่ สร้างความสุขให้คุณแต่ความสุขนั้นกลับไม่เกิดขึ้น เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งเดียว คนเดียว และสถานที่เดียวที่จะสร้างความสุขอย่างแท้จริงให้กับคุณนั้น คือ ใจของคุณเอง ตัวของคุณเองเท่านั้น

- มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณที่จะเปลี่ยนผู้คนรอบๆตัวคุณ งานและหน้าที่ของคุณ คือ ทำตัวให้สอดคล้อง เหมาะสม เพียงพอ และ พอใจกับสิ่งที่คุณเป็นอยู่ และมุ่งมั่นให้ดีขึ้น

- ทุกสิ่งคือพลังงานเปลี่ยนแปลงถ่ายเทได้ จิตใจเท่านั้นที่สามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงทิศทางของพลังงานได้ คุณจะถ่ายเทให้พลังงานวิ่งไปจุดใด ทิศทางใด ดีหรือเลว ก็ขึ้นกับตัวคุณ

- คุณเป็นต้นตอของพลังงานทั้งหมดในโลก คุณ คือ พระเจ้า ที่ปรากฏกายในร่างของมนุษย์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ

- พลังงานไร้พรหมแดนฉันท์ใด ศักยภาพไร้ขอบเขตฉันท์นั้น คุณจะเดินทางไปได้ทุกที่ตราบเท่าที่คุณหวัง

- สร้างวันของคุณไว้ล่วงหน้าด้วยการคิดถึงวิถีทางที่คุณต้องการให้วันของคุณ ดำเนินไป แล้วคุณจะสามารถสร้างชีวิตของคุณเองได้จากความตั้งใจ

- ความสามารถทั้งหมด ความปิติทั้งหมด ความรักทั้งหมด ความสมบูรณ์ทั้งหมด ความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมด มีพร้อมอยู่แล้วและรอคอยให้คุณมาคว้ามันไป เมื่อคุณกระหายมัน อยากได้มัน คุณต้องตั้งใจจริง และเมื่อคุณตั้งใจจริง และปรารถนาอย่างแรงกล้าถึงสิ่งนั้นที่คุณต้องการ สิ่งนั้นจะมาหาคุณ จงจดจำความสวยงามที่อยู่รอบตัวคุณ อวยพร ขอบคุณและชื่นชมมัน ในอีกด้านหนึ่งสำหรับสิ่งที่ยังไม่เป็นไปอย่างที่คุณต้องการให้เป็นในตอนนี้ จงอย่างทุ่มเทพลังงานให้กับมัน อย่าตำหนิ อย่าบ่น จงยินดีกับทุกสิ่งที่คุณต้องการและได้รับแล้วคุณจะมีมันมากขึ้นอีก

- เริ่มฝึกจากสิ่งเล็กๆน้อยๆก่อน เช่น กาแฟสักถ้วย หรือที่จอดรถ นี่เป็นวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยคุณได้สัมผัสกับการทำงานของกฏแห่งการดึงดูด จงตั้งใจและจริงจังที่จะดึงดูดอะไรสักอย่างที่เล็กๆก่อน เมื่อคุณได้ประจักษ์ในพลังดึงดูดของตนเอง แล้วคุณก็สามารถยกระดับขึ้นสู่การสร้างอะไรที่ใหญ่กว่านั้นได้

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ในตัวเรามีคนอยู่สามคน


ณ วัดบ้านไร่แห่งหนึ่ง
หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาต
เห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น
จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร
ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า
‘ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ
แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ
ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ ‘


หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า
‘เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน
คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น
คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น
คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ’

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา
‘คนเราล้วนมีความฝัน ความทะยานอยาก
ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย
บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม
เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน
เช่น บางคนอยากเป็นนักร้อง เป็นนักมวย เป็นดารา
ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม
ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ ‘


มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น
บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย
เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก
แต่เราก็ยิ้มรับ แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์
จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้ ‘


อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ
เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี
ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ
แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร’


สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่มีผัวแล้ว
เพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง
ชาวบ้านซุบซิบนินทา หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน
คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ
มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม


เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี
ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา
เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ
นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล

‘ แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อย ๆ’
ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้วเริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา

เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์
เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้
เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น
แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ
เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง
ยังไม่ต้องชำระ ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่
เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่น
แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม’


'เข้าใจครับหลวงตา’
เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้ง


วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วันเฮง-วันซวย เคยเจอแบบนี้บ้างไหม?

วันเฮง-วันซวย เคยเจอแบบนี้บ้างไหม?




ชายคน 1 : "เอ...วันนี้มันวันอะไรทำไมซวยจังวะ"ชายอีกคน ตอบแบบกวนๆ(อาจจะนึกถึงคนที่คุณรู้จักที่มีนิสัยแบบนี้) : "โห...พี่ก็วันจันทร์ไง ทำเป็นประสาทเสื่อมไปได้" แล้วคนแรกก็เลยตอกกลับ: "หนอยไอ้...... กวนซะและ เดี๋ยวปากแดงไม่รู้ตัว คนยิ่งซวยๆอยู่" บทสนทนาทำนองนี้เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยประสบกับตัวเองหรือได้ยินคนอื่นๆบ่นกับคนรอบข้างกันบ่อยๆ บางคนก็เห็นว่าขำดี เอาไปเล่าต่อเป็นที่สนุกสนาน แต่คุณรู้ไหมว่า มีหลายๆอย่างแอบแฝงอยู่ในคำพูดที่คุณได้ยินนั้น ซึ่งถ้าคุณรู้ อาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้เลยทีเดียว ตอนนี้คุณอยากรู้ขึ้นมาบ้างหรือยัง? .......ถ้าอยากงั้นเรามาดูกันว่ามันมีอะไรแฝงอยู่


เคยไหม.......ที่คุณเป็นแบบเดียวกับคนข้างต้น ที่บ่นว่ามันวันซวยอะไรของคุณ แล้วเคยไหม.....ที่รู้สึกว่าความซวยมันไม่หนีไปไหน แต่เปลี่ยนจาก วันซวยเป็น=> หลายวันซวย หรือ ช่วงนี้ ทำไมซวย? คุณรู้ไหมว่าทำไมความซวยมันถึงไม่หายไปซะที? แล้วถ้าจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะคุณเอง จะเชื่อไหม? ฮั่นแน่น! เรารู้นะ ตอนที่อ่านถึงตรงนี้คงจะเถียงคอเป็นเอ็นแล้วซิท่า เช่นว่า ก็ดวงมันจะซวยใครจะไปช่วยได้(โทษดวง), ก็ตอนนี้ทำอะไรๆมันก็ไม่มีวันขึ้นหรอก (โทษไปทั่ว) และขาดไม่ได้.........ประโยคยอดฮิต มันเป็นเวรเป็นกรรม (ตัวคนพูดก็ไม่รู้ ว่าเชื่อเรื่องเวรกรรม ชาติ-ภพรึเปล่า? แต่ก็โทษเวรกรรม) และอีกสารพัดสารเพที่คุณจะนึกออก แต่ข้ออ้างต่างๆที่คุณเอามาโต้เถียงนั้น คิดไหมว่าจริงๆแล้วคุณกำลังโทษทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้น ตัวเอง! อ๊ะๆๆ ....... อย่าเพิ่งโกรธ เรากำลังจะอธิบายเดี๋ยวนี้แล้วว่า มันมีวิธีแก้ที่ง่าย...ยยยยย มากๆๆๆๆๆๆอยู่ นั่นก็คือ เริ่มต้นด้วยการยอมรับว่าทุกอย่าง (จริงๆไม่ปัดความรับผิดชอบ หยุดอ้างข้อต่างๆ) คุณเป็นต้นเหตุ คุณเป็นคนเรียกให้ความซวยมาหา


เหตุผลตามกฎของจักรวาล หรือ กฎแรงดึงดูด ก็คือ คุณเป็นตัวดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน, เงินทองข้าวของ, เอาเป็นว่าทุกๆอย่างรอบตัวเลย ไม่ว่าจะดีหรือร้าย คุณเรียกมันมาทั้งนั้น แล้วคุณได้ลองสังเกตไหมว่าคุณใช้เวลากับ ความคิดว่าซวยๆๆๆๆๆๆๆ นั้นแค่ไหน? แล้วความรู้สึกแย่ๆที่รู้สึกอยู่ คุณก็ยังตอกย้ำมันลงไปอีก ด้วยการแสดงออกโดยพาลกับคนรอบข้าง ทั้งวาจาและ/หรือ อาจจะมีการกระทำร่วมด้วย คนที่เขารับการกระทำของคุณไม่ได้ ก็โต้ตอบกลับ หรืออาจจะรับไม่ได้ แต่ไปบ่นให้คนอื่นๆฟังแทน ความซวยทั้งหลายก็เลยส่งผ่านกันเป็นทอดๆ และอาจจะกลับมาลงกับตัวคุณเองอีกด้วย (กงกรรมกงเกวียนครับพี่น้อง!) แล้วอย่างนี้จะว่าไม่ดูดความซวยได้ไง? รู้ไหมว่าคุณกำลังดูดความซวย เหมือนติดป้ายนีออนบนทางด่วนไว้ที่ตัว หรือไม่ก็เหมือน แรงดึงดูดของโลกนั่นเลย! เวลาและความรู้สึกที่คุณจมอยู่กับมันเป็นตัวเร่ง และดึงดูด สิ่งนั้นๆเข้ามาหา


แล้วมาลองทำแบบนี้ดูดีไหม? ลองคิดดูว่าคุณสามารถเปลี่ยนความซวยให้เป็น ความเฮงได้ และทำได้ในเวลาสั้นๆ แถมง่ายแสนง่าย แค่ทำตามกฎแรงดึงดูดเท่านั้นเอง โดยที่เวลาเจอเรื่องซวย แค่อย่าไปสนใจความซวย ให้คิดถึงอะไรดีๆ วิธีง่ายๆอย่างนึง คือการหายใจเข้า- ออกลึกๆ ช้าๆ ยาวๆ ซัก 5-10 ครั้ง หรืออาจจะเปลี่ยนบรรยากาศ หยุด/ออกมาจากสถานกาณ์ที่แย่ๆนั้ัน แล้วหันมาทำอะไรที่คุณชอบ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง ฟังเรื่องตลก หรือนึกถึงคน/สิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข ฯลฯ เพียงแค่จำไว้ว่า เมื่อคุณเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้น คุณก็ก้าวออกจากความซวยเข้าไปรับความเฮงแล้ว


ขั้นสุดยอด (Advance step) ในการลบความซวย คือ เมื่อคิดถึงสิ่งที่ทำคุณรู้สึก happy ได้แล้ว ให้อินกับมันแบบสุดๆไปเลย ให้คิดถึงมันอย่างลึกซึ้ง ตอนนี้รู้สึกดียังไง? มากแค่ไหน? และรู้สึกดีแบบไหน อิ่มเอมใจ เป็นสุข ชื่นมื่น ภาคภูมิใจ ฯลฯ คิดถึงมันให้มากๆๆๆเข้าไว้ ใช้เวลากับสิ่งดีๆที่ทำให้คุณรู้สึกดีๆๆ ให้มากๆๆๆๆๆๆๆ คิดๆๆว่าเดี๋ยวเรื่องดีๆยิ่งกว่าจะตามมาเรื่อยๆๆๆๆ แล้วคุณจะพบว่าวันนั้นจะเป็นวันเฮงของคุณ และถ้ายังคิดบวกอยู่หละก็ เรื่องเฮงๆมันจะมาหาคุณเองโดยไม่รู้ตัว และจะมาเรื่อยๆๆ เป็นพหูพจน์ นั่นเลยทีเดียว! อาจจะกลายเป็น หลายๆวันเฮงๆๆ => ช่วงนี้ยิ่งเฮงๆๆๆๆ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ ขณะที่คนเราคิดจดจ่อกับเรื่องดีๆที่ทำให้เรารู้สึกดี แล้วยังไปคิดถึงเรื่องไม่ดีอีกได้

จากตัวอย่างข้างต้นถ้าคุณยังจำได้ คน 2 คนคุยกันเรื่องความซวย ตอนที่มีคนที่ 2 ตอบกวน (วันจันทร์ไงพี่.........) หากคนแรกลองคิดดูดีๆๆๆ ก่อนที่จะแหว กลับหรือทำอะไรรุนแรงไปกว่านั้น ชายคนแรกก็จะเห็นว่า คนที่2 นั้นมีเจตนาดี อยากช่วยให้เค้าหายเครียด เพราะเห็นบ่นว่าซวย (ฟังคำบ่นทำไมจะไม่รู้เนอะ) มุมมองของเขาก็จะเปลี่ยนไป มองว่าไอ้น้องคนนี้มันน่ารักดีนะ เอาใจใส่ความรู้สึกเรา แค่นี้ชายคนแรกก็จะอารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง แล้วความซวยก็จะหาย ควายก็จะไม่มาหาด้วย (ฟิวขาดจนขาดสติ ก็ทำให้เราโง่ได้คับ) ...555555 และถ้าชายคนแรกส่งความรู้สึกดีๆนี้กลับ อีกทั้งยังทำแบบที่เขาได้รับกับคนอื่นๆรอบๆตัว มันก็จะส่งกันเป็นทอดๆ ชีวิตเขาจะแฮปปี้ขนาดไหน? ทีนี้ลองหลับตาลงแล้วนึกดูว่า....คุณเป็นผู้ชายคนนั้น! เป็นไงบ้าง....ต่อไปนี้คุณก็จะเลิกกลัวความซวยได้โดยเด็ดขาดแล้วนะ เอาไปใช้ดู! แล้วคุณจะประหลาดใจที่กฎแรงดึงดูดมันได้ผลจริงจิ้ง.................

RainbowThink positive!!! คิดบวก แล้วคุณจะได้บวกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เต้นรำกับโชคชะตา



เต้นรำกับโชคชะตา

ตามกฎแรงดึงดูดนั้น เราไม่สามารถตรวจจับความคิดของคนเราได้ แต่มีวิธีที่จะรู้เท่าทันความคิดของเราได้โดยอาศัยอารมณ์เป็นตัวกำหนด ดังที่ได้เรียนรู้มาแล้วในบทความแรก เรื่องการคิดบวก อารมณ์ที่ดีจะสอดคล้องกับจักรวาล แต่อารมณ์ที่ไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงถือว่าเป็นการไม่สอดคล้องกับจักวาล เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากเจอแต่เรื่องดีๆ ควรทำตัวให้สอดคล้องกับจักรวาล แล้วจักรวาลก็จะนำแต่เรื่องดีๆมาให้

คุณเป็นอีกคนหรือเปล่าที่เชื่อว่าเรื่องของโชคชะตาเป็นเรื่องไม่แน่นอนและอยู่เหนือการควบคุมของคนเรา? คุณจึงได้ปล่อยชีวิตของคุณไปตามกระแส มีชีวิตไปวันๆ โดยไร้เป้าหมายเหมือนเรือที่แล่นอย่างไร้ทิศทาง ไม่มีหางเสือ หรือไม่ก็ไม่ฝันหรือหวังอะไรให้ใหญ่เกินตัว เพราะคิดว่าคงไม่สำเร็จ กลัวว่าถ้าจริงจังมากจะล้มเหลวและต้องเสียเวลา กำลัง และแรงใจไปเปล่าๆ นี่ไม่ได้เป็นการตำหนิ ติเตียน เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า นั่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกๆคน ถ้าให้เลือกระหว่างหนีจากความเจ็บปวด ล้มเหลว กับการที่จะทำให้ตัวเองเข้าใกล้ในสิ่งที่ปรารถนา ส่วนใหญ่มักจะเลือกอย่างแรกก่อนเสมอ

ในการเต้นรำนั้นจะมีคนนำและคนตาม สมมุติว่าคุณกำลังเต้นรำกับโชคชะตาของตัวเองอยู่ คุณคิดว่าใครเป็นคนนำ? ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอะไร ขอบอกว่าถูกทั้งนั้น เหตุผลตามกฎแรงดึงดูดคือ ไม่ว่าคุณจะเชื่อว่าอะไรก็ถูกทั้งนั้น และคุณก็ทำให้สิ่งที่คุณเชื่อเป็นจริงอีกด้วย! เรามาเจาะลึกถึงเบื้องหลังคำตอบของคุณกัน คนที่ตอบว่าโชคชะตานำคุณในการใช้ชีวิต อาจกล่าวได้ว่าคุณกำลังฝากชีวิตของคุณไว้กับคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆ โดยที่คุณไม่ต้องการรับผิดชอบต่อทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีที่เกิดขึ้นกับคุณ เป็นเพราะโชคชะตาล้วนๆ นั่นเป็นการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และปกป้องตัวเองตามสัญชาติญาณ ถ้าเช่นนั้นคุณพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ของคุณหรือไม่? สำหรับคนที่ตอบว่าพอใจแล้วกับชีวิตที่เป็นอยู่ ฉันกำหนดชีวิตของตัวเองได้ ขอให้คุณหยุดอ่านที่ตรงนี้ได้เลยครับ แต่ถ้าตอบว่าไม่ หรืออยากอ่านต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็ขอให้คิดและทำตามไปด้วยครับ เพราะฉันกำลังจะบอกวิธีกำหนดโชคชะตาของตัวคุณเอง ที่ทำได้ง่ายๆ ฟรีๆ แต่คุณต้องลงมือปฏิบัติและเชื่ออย่างจริงจังว่าสิ่งที่จะบอกต่อไปนี้เกิดขึ้นได้จริงๆกับตัวทุกๆคนที่เชื่อและลงมือทำ


ขั้นตอนแรก เชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตในทุกๆเรื่องไม่ว่าจะดีหรือร้ายเป็นเพราะตัวคุณเป็นคนนำมันเข้ามา สิ่งสำคัญคือ ชีวิตที่คุณมีและเป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากสิ่งที่คุณได้ทำไว้ในอดีต และถ้าคุณยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม มันก็จะเป็นอนาคตของคุณอย่างแน่นอน 100 % ครับ ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตแต่ไม่ลงมือทำอะไรเลย คุณคิดว่าอนาคตของคุณจะต่างไปจากปัจจุบันที่เป็นอยู่หรือเปล่า? ตามธรรมดาแล้วคนเรามักจะกลัวการเปลี่ยนแปลง เราชอบที่จะอยู่กับสิ่งที่เราคุ้นเคยมากกว่า โดยหลงเชื่อผิดๆว่ามันคือความมั่นคง ปลอดภัย แต่ถ้าคิดดูดีๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แม้แต่ตัวคุณเอง เพียงแต่เรามักไม่รู้สึกถึงมัน ดังคำสอนที่ว่าความไม่แน่นอนคือความแน่นอน

คนเรากลัวอดีตเพราะกลัวในสิ่งไม่ดี หรือความผิดพลาด เจ็บปวดที่ได้เจอมา กลัวอนาคตเพราะกลัวเจอในสิ่งที่ไม่ดีที่ยังมาไม่ถึง หรือประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ชีวิตในปัจจุบันของคุณเป็นผลพวงจากอดีตที่คุณทำไว้ แต่ยังไม่ใช่อนาคตของคุณครับ ฉะนั้นถ้าคุณอยากมีอนาคตที่ดีกว่า คุณต้องลงมือเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณเดี๋ยวนี้! ทำในสิ่งที่จะทำให้ความฝันของคุณเป็นจริง โดยลงมือทำสิ่งที่ดีๆ การคิดดี ทำดี จะดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาหาคุณ และทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่รู้สึกไม่ดี ให้รู้เท่าทันอารมณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตามวิธีที่ได้ยกตัวอย่างในเรื่อง การคิดบวก ทำให้ตัวเองกลับมา happy ได้เสมอ กล้าที่จะฝัน ตั้งเป้าหมายให้ยิ่งใหญ่ เพราะแท้จริงแล้วเรามีศักยภาพที่จะทำตามความฝัน ความหวังของเราได้อย่างเต็มที่ทุกๆคน แต่เรากลัว กลัวแม้กระทั่งการตั้งเป้าให้ใหญ่ เท่ากับที่เราฝันไว้ การมีเป้าหมายในชีวิต ทำให้ชีวิตคนเรามีคุณค่าและมีความหมาย เพียงเท่านี้คุณก็ได้กำหนดโชคชะตาด้วยตัวคุณเองแล้ว เห็นไม๊ว่าง่ายแค่ไหน?


คำถามสุดท้ายคือ คุณพร้อมรึยังที่จะลุกขึ้นและประกาศให้โลกรู้ว่า คุณกำหนดโชคชะตาของคุณเองได้? ไม่มีใครกำหนดอนาคตของคุณ นอกจากตัวคุณเอง ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่คุณจะไม่เริ่มตั้งเป้าหมายและมีความหวังกับชีวิต เพราะมันไม่ใช่ความฝันลมๆแล้งๆ แต่เป็นสิ่งที่คุณจะทำให้เป็นจริงในอนาคตอันใกล้นี้ แต่พึงระลึกไว้ว่า สิ่งทั้งหลายที่คุณได้เรียนรู้นั้นจะไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้เลย ถ้าหากคุณไม่ลงมือทำ!

do you have a millionair mind? คุณมีจิตใจแบบเศรษฐีรึเปล่า?




ลองมาสำรวจกันดูว่าคุณจะมีโอกาสเป็นเศรษฐีเงินล้านกับเขาบ้างหรือเปล่า?

ตามหลักกฎแรงดึงดูดของ the secret นั้น คุณจะเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ ก็ต่อเมื่อคุณมีความคิด/ทัศนคติที่ดึงดูดความร่ำรวยเข้ามาหาตัวคุณ การที่จะวัดว่าคุณมีความคิด/ทัศนคติของเศรษฐีมากแค่ไหน นั้น คุณต้องทำดังนี้

1) ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและแน่วแน่ ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ว่าคุณจะร่ำรวย เป็นเศรษฐีเงินล้านให้ได้ มันเป็นการตั้งโปรแกรมจิตใต้สำนึกของคุณให้ทำตามนั้น คุณคงจะรู้แล้วว่า จิตใต้สำนึกนั้นมีพลังมากกว่าจิตสำนึกของคนเรามากนัก

2 ) ทุกๆเช้า และก่อนนอน ประมาณ 5 นาที ให้คุณจินตนาการถึง life style หรือ ลักษณะการใช้ชีวิตที่คุณต้องการเมื่อเป็นเศรษฐีแล้วว่าเป็นอย่างไร มีรถแบบไหน ยี่ห้ออะไร กี่คัน มีบ้านแบบไหน ที่ไหน เห็นวิวแบบไหนจากตัวบ้าน ฯลฯ เอาให้ละเอียดให้มากที่สุด อย่าลืมว่าจักวาลชอบอะไรที่เฉพาะเจาะจง ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี จากนั้นนึกถึงความสุขที่คุณได้รับจากการเป็นเศรษฐีเงินล้าน ได้ทำ ได้มีอย่างที่คุณฝัน คุณต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกๆวันครับ สำคัญมาก!

3) เรียนรู้วิธีการที่จะทำให้คุณร่ำรวย อาจจะหาอ่านจากหนังสือ, ดู cd ฯลฯ ที่มีขายมากมาย ศึกษาจากคนที่เขาประสบความสำเร็จว่า เขาทำอย่างไร

4) หาตัวอย่าง แม่แบบที่คุณอยากประสบความสำเร็จให้ได้แบบเขา และเลียนแบบเขา ดูว่าเขาคิดอย่างไร ทำอย่างไร คลุกคลีกับคนที่เขาร่ำรวยว่ามีสังคมอย่างไร นานทีกินอาหารหรูๆ หรือเดินทางโดยซื้อตั๋วชั้น 1 บ้าง ให้คุณได้รับประสบการณ์ของการใช้ชีวิตแบบคนรวย เพื่อโปรแกรมจิตใต้สำนึกของคุณ ให้ดึงดูดวิถีชีวิตในแบบที่คุณอยากเป็น

5) กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับตัวเอง โดยศึกษาหาความรู้, กล้าตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ, กล้าที่จะลุกขึ้นเปลี่ยนตัวเองเพื่อทำให้ได้ตามฝัน โดยไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะมองว่าคุณบ้า หรือโง่ พยามพยามอย่ายอมแพ้หรือท้อถอยถอดใจ

6) รู้จักให้ การให้อย่างบริสุทธิ์ใจเป็นการแสดงออกถึงความร่ำรวย เหตุผลตามหลักกำแรงดึงดูดคือ เมื่อคุณให้ จิตใต้สำนึกของคุณจะถูกโปรแกรมว่าคุณนั้น มีเหลือเฟือจนล้น การให้หรือแจกจ่ายไม่ได้ทำให้คุณจนลง แต่รวยขึ้น(จริงๆ) เพราะยิ่งให้ก็จะยิ่งดึงดูดเงินเข้ามาหาคุณ ยิ่งคุณคิดเล็กคิดน้อย ไม่อยากให้ (งก) ก็เหมือนกับบอกจิตใต้สำนึกว่า คุณมีไม่พอ แค่นี้ก็จะแย่แล้ว มันก็จะยิ่งดึงดูดความขัดสนไม่พอใช้มาหาคุณ

หากคุณทำได้ทั้งหมดนี้อย่างสม่ำเสมอ และไม่ย่อท้อ รับประกันว่าการเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่ใช่เรื่องไกลตัวคุณอีกต่อไปครับ

เทคนิคง่ายๆที่แก้ได้ทุกอย่าง EFT try it on everythings!






vdo 2 รายการข้างบนเป็น vdo แนะนำเทคนิค จากผู้เชี่ยวชาญ และคนที่ใช้ได้ผลมาแล้วครับ มีสัมภาษณ์ จากอาจารย์ ใน the secret ด้วย 2 ท่านคือ Joe vital และ Bob Procto







VDO ชุดนี้สาธิตวิธีการ และจุดต่างๆที่เราต้องทำครับ ฟังไม่ออกไม่เป็นไรครับ เพราะจะเขียนอธิบายให้ด้านล่างนี้ แต่เอามาให้ดูเพื่อจะได้รู้ตำแหน่งที่ถูกต้องครับ



เอาหละครับ มาเข้าเรื่องกัน เทคนิคนี้เรียกสั้นๆ EFT แล้วกันนะครับ อธิบายหลักการง่ายๆดังนี้หลักการคล้ายๆกับการกดจุด หรือฝังเข็ม เพื่อเปิดพลังชี่ให้หมุนเวียนได้สะดวก จะช่วยให้รู้สึกปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย สามารถใช้รักษาหรือบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ปวดไมเกรน, นอนไม่หลับ, เครียด, ลดน้ำหนัก, เลิกบุหรี่, กลัวการพูดในที่สาธารณะ, กังวลใจ, กลัวงู ฯลฯ

****แนะนำให้อ่านทั้งหมดก่อนแล้วดู vdo ประกอบ จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นครับ****

ก่อนอื่นให้วัดระดับของอาการต่างๆที่คุณมีว่าเป็นมาก – น้อยแค่ไหน โดยกำหนดให้ 1 แทนอาการเบาที่สุด และ 10 แทนอาการที่หนักที่สุด เมื่อทำเสร็จแล้วลองมาวัดดูด้วยตัวเองอีกครั้งนะครับว่าลดลงเท่าไหร่? เราสามารถทำซ้ำได้จนกว่าจะหายเลยครับ



จากนั้นให้ใช้นิ้ว 2 – 4 นิ้ว ทำการเคาะตามจุดต่างๆ แนะนำว่าให้ใช้ 2 นิ้วเฉพาะบริเวณที่แคบ ความแรงของการเคาะก็ แรงประมาณเวลาที่คุณใช้นิ้วเคาะโต๊ะ ไม่จำเป็นต้องเคาะแรง เพราะไม่ได้ช่วยให้ผลดีขึ้นหรือเลวลงครับ ให้เคาะเบาๆพร้อมกับพูดไปด้วย จะยกตัวอย่างว่าจะพูดอะไรให้ฟังทีหลังครับ ส่วนจุดต่างๆมีดังนี้ (ดู vdo ประกอบ)

1) ที่สันมือทั้ง 2 ข้าง ใช้ 4 นิ้ว

2) บริเวณกลางกระหม่อม

3) หัวคิ้วทั้ง 2 ข้าง

4) หางตาทั้ง 2 ข้าง

5) ใต้ตาดำ ส่วนที่เป็นกระดูก เลยจากตรงลูกตาที่บุ๋ม ทั้ง 2 ข้าง

6) ตรงกึ่งกลางระหว่างปากและจมูก

7) ตรงกลางด้านล่างของริมฝีปากล่าง


8) ไหปลาร้า คลำตรงใต้ส่วนที่นูน จากคอมาทางแขน จะมีส่วนที่เริ่มโค้งเล็กน้อย ใต้ตรงนั้นครับ

9) ด้านข้างลำตัวใต้รักแร้ ของผู้ชายจะอยู่ตรงราวนม ผู้หญิงจะประมาณกึ่งกลางเสื้อชั้นในครับ

10) ชาย - ด้านล่างหัวนม ใกล้ตรงกลาง ประมาณตรงกระบังลม หญิง – แถบด้านล่างเสื้อชั้นใน ทั้ง 2 ข้าง

11) ตรงจุดชีพจรที่ข้อมือทั้ง 2 ข้าง

การเคาะนั้นจะเคาะเดี่ยวๆ, สลับ ซ้าย-ขวา หรือ ทั้ง 2 ข้างพร้อมกันก็ได้ และจุดที่เคาะไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับที่บอก เพียงแต่ทำเช่นนี้ง่ายต่อการจำจุดต่างๆครับ สิ่งสำคัญมากอยู่ที่การพูดระหว่างที่ทำการเคาะไปด้วยครับ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

สมมุติว่าคุณปวดไมเกรนระดับ 7 นะครับ คุณอาจเริ่มต้นด้วยการเคาะและ
พูดว่า “ถึงแม้ว่าฉันจะปวดไมเกรนระดับ 7 ฉันก็ยังรักและให้อภัยตัวเอง” ย้ำไปซักพักพร้อมๆกับเคาะจุดไปด้วย เมื่อเปลี่ยนจุดให้เปลี่ยนคำพูดไปด้วยครับ
เช่น “ถึงแม้ว่าฉันจะปวดไมเกรนจนแทบทนไม่ไหว แต่มันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้.......”ฯลฯ สามารถพูดได้แล้วแต่ความรู้สึกที่คุณอยากจะระบายเลยครับ
ภาษาอังกฤษจะประมาณนี้ครับ “Even though I’m ……, I still love and forgive myself.” ตรงช่องว่างให้คุณเติมอาการของคุณที่คุณต้องการรักษาครับ

ลองทำดูได้ครับ หากมีข้อสงสัย หรือได้ผลไงก็โพสคอมเม้นด้านล่างได้เลยได้ครับ หวังว่าคงจะช่วยให้ใครๆหลายคนรู้สึกดีขึ้นได้ครับ


วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ทำอย่างไรให้สวยสมวัย

ทำอย่างไรให้สวยสมวัย ... มีริ้วรอยบ้างก็สวยดีนะ!!



เรื่องของแรงโน้มถ่วงโลกเป็นอะไรที่ยากจะต้านทานได้ ก็เพราะอย่างนี้ เมื่อผู้หญิงเรามีอายุมากขึ้น...ตีนกา, กระ, ฝ้า และรอยเหี่ยวย่นจึงถามหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้หญิงวัย 40 อัพจำนวนมาก ลงทุนซื้อครีมแอนตี้-เอจจิ้งกระปุกล่ะหลายหมื่น และยังมีพวกนิยมฉีดโบท็อกซ์ หรือไม่ก็พึ่งมีดหมอทำศัลยกรรม ดึงหน้า เพื่อให้เอ๊าะให้เด้ง...ทุ่มทุนสร้างทั้งหมดนี้ ก็เพราะอยากสวยแบบไร้ริ้วรอยบนใบหน้า

เปลี่ยนความคิดใหม่ดีกว่าไหมคะ ยังมีเทคนิคสารพัดที่ช่วยให้คุณสวยสมวัยได้โดยไม่ต้องเปลืองสตางค์ มากมายขนาดนั้น และที่จริงแล้วริ้วรอยแห่งอารมณ์ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงวุฒิภาวะที่ดีด้วย

ชิซุ ซาเอกิ กูรูด้านความงาม วัย 66 ของญี่ปุ่น เจ้าของผลงานหนังสือ The Japanese Skincare Revolution ฝากข้อคิดถึงสาวใหญ่ว่า ด้วยวัยนี้แล้ว เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีริ้วรอยบนใบหน้า เป็นเรื่องโอเคที่ต้องมีกระและฝ้า ยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งบ่งบอกว่าคุณดูแลตัวเองดี ทำให้ยังมีชีวิตอยู่

เจ้าแม่บิวตี้แดนซากุระ ดูสวยสมวัย และมีชีวิตชีวามาก เมื่อเทียบกับคนวัยเกษียณทั่วไป เธอถือคติว่า ความสวยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องสำอาง แต่ขึ้นอยู่กับทัศนคติ และสองมือของตัวเราเอง ขอเพียงแต่รู้เทคนิค ก็สามารถทำเองได้ที่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องแคร์เรื่องอายุ หรือแม้แต่เงิน

หนึ่งในเคล็ดลับไม่แก่ไม่จน ของเธอน่าสนใจทีเดียว เพราะ ลงทุนแค่หมวกอาบน้ำใบเดียว!! เธอแนะนำว่า ถ้าอยากเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโลชั่นบำรุงผิว สามารถทำได้ โดยหยิบหมวกอาบน้ำมาคลุมหน้า ทำหน้าที่เหมือนสตีมเซาน่าดีๆ นี่เอง แต่อย่าลืมเจาะรูไว้หายใจด้วย และระหว่างที่กำลังอบไอน้ำ ให้จินตนาการถึงหนุ่มเซ็กซี่ไปด้วย เพื่อกระตุ้นร่างกายให้ซู่ซ่าส์ๆ ถือเป็นอาหารเสริมที่ดีต่อสุขภาพผิวมากๆ


ดาราฮอลลีวู้ดที่เข้าสู่วัยสาวใหญ่แต่ยังดูดี มีหลายคน อย่างเช่น ซินดี้ ครอว์ฟอร์ด ปีนี้อายุ 43 และมีลูกสองคนแล้ว แต่ยังฟิตแอนด์เฟิร์มมากๆ เธอเผยเคล็ดลับแอนตี้-เอจจิ้งว่า ฉันใช้เดย์ครีมที่มีส่วนผสม ของสารแอนตี้ออกซิแดนต์ และไม่เคยออกจากบ้านโดยไม่ทาครีมกันแดด กับอายครีม ฉันมาสก์หน้าอาทิตย์ละหน และกรอผิวด้วยเทคนิคไมโครเดอร์ มาเบรชั่นเดือนละครั้ง จุดที่ดูแลเป็นพิเศษคือ มือ ต้องโปะครีมเป็นสองเท่าของที่บำรุงผิวหน้า เพราะฉันเคยเห็นคุณยายวัย 65 ดูจากด้านหลัง หุ่นเฟิร์มมาก เหมือนสาววัย 20 แต่พอหันมา มือกับคอเหี่ยวเชียว!!


ใครรู้บ้างว่าปีนี้ ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง มาดอนน่า อายุเท่าไหร่...เธออายุ 50 แล้วค่ะ แต่ยังดูเฟิร์ม อย่างกับสาววัย 30 เพราะขยันดูแลตัวเองมากๆ โดยเธอแนะนำว่า ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ควรทาครีมกันแดด และหลีกห่างจากแสงแดดเท่าที่ทำได้ เพราะแสงอาทิตย์ทำให้เกิดริ้วรอยความแก่ อีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญ คือ คนมีอายุควรเลิกใช้รองพื้นกับแป้งผสมรองพื้น และแต่งหน้าให้บางที่สุด ยิ่งแต่งหน้าหนาเท่าไหร่ยิ่งทำให้ดูแก่ ควรหลีกเลี่ยงการแต่งตาแบบสโมคกี้อาย ถ้าอยากดูเด่นเด้ง เธอแนะนำให้ใส่ขนตาปลอม และปกปิดรอยบวมคล้ำใต้ตา ด้วยคอนซีลเลอร์นิดเดียว ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง

เรื่องอาหารการกินก็สำคัญต่อความเยาว์วัยมาก เจ๊มาดอนน่า เรคคอมเมนด์ให้ทานอาหารออร์แกนิกให้ได้มากที่สุด และพยายามเข้มงวดกับการทานอาหารแมคโครไบโอติก หมั่นทานผักผลไม้, ถั่วเหลือง และถั่วงอกเยอะๆ ส่วนที่ต้องหลีกไกลก็คือ ซอสทุกชนิด รวมถึงขนมขบเคี้ยว และอาหารที่มีส่วนผสมของสารเคมี หรือสารกันบูด

อ้างอิงจาก http://women.mthai.com/views_Beauty-Tip-Trick_11_44_36983_1.women

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คิดบวก ชีวิตบวก (โดยท่าน ว.วชิรเมธี)

คิดบวก ชีวิตบวก (โดยท่าน ว.วชิรเมธี)
เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือแบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คืออุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือคำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบททดสอบว่าที่ว่า “มารไม่มีบารมีไม่เกิด”

เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือบทพิสูจน์สัจธรรม “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส”

เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือวิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า
นี่คือฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อบรมศิลปะการพูดระยะสั้น

แนวคิดของคนจน กับ คนราวย

"กลยุทธ์การเพิ่มยอดขาย โดย สิริลักษณ์ ตันศิริ 01

อยากรวยต้องสร้างเครือข่าย

นิทานเปรียบเทียบคนจน กับ คนรวย ตอนจบ

เรื่องน่าเศร้าของผู้บริโภค

กลยุทธ์การเพิ่มยอดขายโดยสิริลักษณ์ ตันศิริ 2

กลยุทธ์การเพิ่มยอดขายโดยสิริลักษณ์ ตันศิริ 3

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คุณทำได้

ภาพแห่งความเป็นจริงที่คุณสามารถพบเห็นได้อยู่ทั่วๆไป
ถ้าคุณมีฝัน.......................ความฝันของผมก็เหมือนกับของคุณ ที่ต้องการความมั่นคงในชีวิต ทั้งทางด้านการเงิน สุขภาพ และครอบครัว ผมเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่มีรายได้มั่นคงพอสมควร แบบราชการ ผมใช้เวลานอกราชการ หารายได้พิเศษ ฝ่าฟันมาเกือบตลอดชีวิต ล้มแล้ว... ล้มอีก... ผิดหวังบ้าง สมหวังบ้าง...กับคืนวันอันแสนเจ็บปวด แต่ก็ผ่านมันมาได้ คุณก็คิดอยากจะมีอาชีพที่มั่นคง โดยเก็บเงินมาตลอดชีวิต เรียนรู้หาประสบการณ์ในการทำงานต่างๆอย่างหนัก มองหาช่องทางในการลงทุนต่างๆตลอดเวลา เพื่อจะเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง กล้ากล้า...กลัวกลัว.... กลัวว่าทำแล้วจะได้เหมือนอย่างที่ฝันหรือเปล่า ธุรกิจจะไปรอดไหม
ถ้าสมหวัง....ก็มีกิจการเป็นของตัวเอง ถ้าล้มเหลว....เงินที่เก็บมาตลอดทั้งชีวิต ก็หมดไป หรือ ไม่ก็เป็นหนี้ธนาคาร ใช่ว่า จะเป็นอย่างนี้ทุกคน
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่า จะประสบความสำเร็จเป็นเจ้าของกิจการแล้วตาม ก็ยังหมดห่วงไม่ได้กับธุรกิจที่เราได้สร้างมันขึ้นมา ไหนจะเศรษฐกิจถดถอย ไหนคู่แข่งทางการค้าที่จะคอยลดราคาแข่งขันกับเรา หรือแม้กระทั่งการถูกคดโกงไม่ว่า จะจากคู่ค้าหรือคนในองค์กร และยังมีอีกมากมายที่ธุรกิจล้มครืนเพียงชั่วข้ามคืน บางคนก็ลุกขึ้น ได้บางคนก็ฆ่าตัวตาย บางคนก็ล้มละลาย.......
แล้วคุณหละฝันแบบไหน?
หรือว่า ไม่ต้องการแล้วกับการเป็นเจ้าของกิจการ ก็กลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ บางครั้ง เฝ้ารอโอกาสจากการเสี่ยงโชคบ้าง รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ ผมพยายามมองหาทางออกของเรื่องนี้มาตลอดชีวิต.....ลองแล้วลองอีก.....คิดแล้วคิดอีก จนกระทั่งผมพบคำตอบ

คุณคิดว่าคนที่จบมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด สามารถสร้างธุรกิจของตัวเองได้ โดยไม่มีโอกาสล้มเหลวหรือเปล่า
หรือว่า คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี (เจ้าของเบียร์ช้าง) คุณเฉลียว อยู่วิทยา (เจ้าของเครื่องดื่มกระทิงแดง) คุณธนินท์ เจียรวรนนท์ (เจ้าของกลุ่มบริษัทCP) เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหรือเปล่า เปล่าเลย แล้วทำไมคนเหล่านี้ ถึงได้ทำธุรกิจของเขาได้ใหญ่โตมากมาย ผมเคยอ่านประวัติชีวิตของบุคคลเหล่านี้ จากหนังสือต่างๆมาบ้าง
บุคคลเหล่านี้บางคน ไม่ได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือถึงมัธยมปลายเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งไม่ได้มีทรัพย์สมบัติจากพ่อแม่ให้เป็นทุนรอน ผมเชื่อว่ามันมีหลักการอะไรบางอย่าง ที่เขาค้นพบจากความจริงในเรื่องของแนวความคิดที่แตกต่างจากคนทั่วๆไป หรือมุมมองที่คนทั่วๆไป อาจมองข้ามมันไปต่างหาก
ไม่มีโรงเรียนสอนธุรกิจที่ไหน จะสอนคุณทำธุรกิจได้ นอกจากประสบการณ์ และการเรียนรู้ แล้วใครหละ? จะสอนเกี่ยวกับประสบอย่างต่ำงๆให้คุณรู้ ถ้ำไม่ใช่ตัวคุณเอง
บางทีมันอาจจะมีความลับอะไรบางอย่าง ที่เราลืมมันไปแล้ว มันมีอยู่ทุกหนทุกแห่งที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ เพราะความลับอันนี้เอง มันเป็นความมหัศจรรย์ที่อยู่ในตัวคุณเอง ถ้าคุณพร้อมจะเรียนรู้และก้าวไปข้างหน้า คุณก็จะสามารถไขปริศนาของมันที่เก็บงำมาตลอดชีวิตของคุณออกได้อย่างง่ายดาย นั่นหมายถึงความสำเร็จที่คุณจะได้รับเป็นผลตอบแทนในธุรกิจของคุณ และชีวิตของคุณ ที่พร้อมจะมีอิสระทางด้านการเงินและเวลา
สิ่งที่ผมจะบอกคุณ มันเป็นเพียงเรื่องราวที่ผมได้ ผ่านร้อน ผ่านหนาว มายี่สิบกว่าปี กับประสบการณ์ของคนรอบข้างในธุรกิจต่างๆรอบตัว หรือจากการแกะรอยเรื่องราวต่างๆของผู้ที่ ประสบความสำเร็จในชีวิตว่า เขามีวิธีคิดที่แตกต่างกันอย่างไร เผื่อบางทีมันอาจจะมีประโยชน์กับคุณบ้างไม่มากก็น้อย
หลักการต่างๆในการทำธุรกิจ ที่ผมจะพูดให้คุณฟังนี้
ได้รวบรวมทฤษฎี บางบทบางตอน จากหนังสือ The best seller ต่างๆ ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจและมนุษย์สัมพันธ์ ที่ผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ ได้ลองใช้มาแล้วอย่างได้ผล รวมทั้งประสบการณ์จริงของนักธุรกิจอื่นๆอีกหลายท่าน ที่ใช้มันอย่างได้ผลเป็นอย่างดี ซึ่งใน ที่นี้ใครหลายคนได้ลืมมันไปแล้วเสียด้วยซ้ำ แนวคิดในเรื่องธรรมชำติที่แท้จริงของมนุษย์จะยังประโยชน์อะไรให้กับคุณบ้ำง สิ่งที่รวบรวมเป็นหลักสูตร นำมาเผยแพร่นี้ ผมหวังเป็นแค่เพียงเข็มทิศ ที่คุณอาจจะใช้มันนำทาง ในยามที่คุณต้องการ หรืออาจจะเป็น “จิ๊กซอว์” ตัวหนึ่ง ที่ประกอบเป็นรูปร่างในภาพแห่งความสำเร็จของคุณ เพราะทั้งหมดอยู่ที่ตัวคุณ ก่อนที่จะลองผิดลองถูกเหมือนผมที่เคยหลงทางมา 20 ปี คุณอยากจะเริ่มธุรกิจของคุณตอนนี้หรือรอไปอีกซัก 10-20 ปี ดีหละ ไม่ว่าคุณจะมีอำยุเท่ำไหร่ ทำงานในสำขำอำชีพใด มีประสบอย่างหรือไม่มีประสบอย่างก็ตามที ขอเพียงแค่คุณมีความฝันและแนวความคิดที่ถูกทำง คุณก็สำมารถที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไม่ยำกเย็นอะไร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวคุณ และกำรเรียนรู้อันชำญฉลำดของคุณเอง ผมอยากจะหยิบยกเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย กับประสบการณ์ชีวิตก่อนที่เขาจะสร้างธุรกิจของเขาเองขึ้นมาได้ เมื่อเขาได้พบความจริงอะไรบางอย่าง ที่เขาลืมมันไปเกือบตลอดชีวิตของเขาเอง.......
ชายผู้นี้เป็นเด็กกำพร้าพ่อตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ เขาเป็นลูกคนโตมีพี่น้องทั้งหมดสามคน แม่ผู้ซึ่งทำหน้าที่ดูแลลูกก็มีฐานะยากจนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูลูกไปตามสภาพ เขาเรียนหนังสือได้จนถึงอายุ 16 ปี ก็ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เขาต้องทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยวิธีการต่างๆ เขาล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าจนแทบตั้งตัวไม่ติด ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง ตอนอายุ 18 ปี เขาได้แต่งงานและมีครอบครัวมีลูกสาวที่น่ารักอีกหนึ่งคนในปีถัดมา แต่ความสุขก็อยู่กับเขาได้ไม่นาน ความไม่ได้เรื่องของเขาในการดำเนินชีวิตของเขา ทำให้ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากต้องหอบเอาลูกสาวหนีไป เพราะไม่สามารถที่จะอดทนใช้ชีวิตอยู่กับความไม่เอาไหนของเขาได้อีกต่อไป ในขณะที่เขามีครอบครัวเขาได้ทำงานเป็นพนักงานขายตั๋วรถไฟเขาก็ล้มเหลว แต่เขาก็พยายามต่อสู้กับชีวิตของเขา ด้วยการแสวงหาโอกาสดีๆให้กับตัวเอง แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลวเหมือนเดิม เขาพยายามสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกจากทหารในที่สุด หรือแม้กระทั่งสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมายก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่เป็นท่า ชีวิตของเขา.....ล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีกกับความไม่เอาไหนของเขา ในที่สุดเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน คุณคิดว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป “ล้มเหลวไม่เป็นท่าอีกครั้ง”
แค่เริ่มต้นกับชีวิตของชายคนนี้ มันก็คงจะมองไม่เห็นอะไรดีสักอย่าง การงานก็ล้มเหลว ครอบครัวก็แตกแยก แล้วเขาจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร คุณก็คงคิดเหมือนผมว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง ก็อย่างว่าแหละ คนเรามันจะดีไปเสียหมดทุกเรื่องมันก็ไม่มี คนเราจะแย่ไปเสียหมดทุกอย่างมันก็ไม่ใช่ สิ่งหนึ่งที่ชายคนนี้ค้นพบ เขาพบว่า สิ่งที่เขาพอจะทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร ดังนั้นเขาจึงไปสมัครงานเป็นพ่อครัวในร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่จะมีคุณค่าอะไรเลยกับการดำรงชีวิตของเขา
ชีวิตของเขาดำเนินต่อไปอย่างง่ายๆ ในร้านกาแฟเล็กๆแห่งนั้น เขาไม่เคยคิดถึงอนาคตของเขา เขาไม่เคยคิดที่จะทำอะไรให้กับชีวิตที่มันดีกว่าที่เป็นอยู่ เขาเอาเวลาทั้งหมดที่ว่างจากงานเฝ้าครุ่นคิดถึงแต่ภรรยาและลูก เขาไม่ได้คิดเลยว่า..... เพราะความไม่เอาไหนของเขาเองต่างหากที่ทำให้ภรรยาและลูกของเขาต้องจากไปจากครอบครัวที่เขาสร้างขึ้นมา เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ก็ได้รับคำปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย เขายังคงเฝ้าคิดถึงแต่เรื่องภรรยาและลูกสาวที่น่ารักของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง แล้วความคิดของเขาก็ตกผลึก เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป เขาต้องการลูกสาวที่น่ารักของเขากลับคืนมาให้จงได้ ด้วยความคิดถึงลูกสาวอย่างเป็นที่สุด ก็ทำให้เขาคิดเลยเถิดไปถึงการลักพาตัวลูกสาวของเขาเอง เขาใช้เวลาว่างทั้งหมดที่ว่างจากงาน ครุ่นคิดและวางแผนไปสู่ทุกขั้นตอนที่จะลักพาตัวลูกสาวเขาอย่างไร เขาคิดทุกย่างทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ ที่จะลักพาตัวลูกสาวอันแสนน่ารักของเขากลับมาสู่อ้อมกอดของเขาให้จงได้ ในที่สุดแผนการอันยาวนานก็พร้อมที่จะดำเนินการ ชายผู้นี้ด้วยวัยอันน้อยนิดยังอยู่ในวัยรุ่นเสียด้วยซ้ำ ก็เริ่มลงมือปฏิบัติการทันที เขาเฝ้าซุ่มตัวอยู่เงียบๆในพุ่มไม้ นอกบ้านของภรรยาของเขา เขาเฝ้ามองลูกสาวเล่นอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน อยู่ด้วยความสงบและเตรียมพร้อมที่จะลงมือลักพาตัว ถ้าลูกสาวเขาออกมาวิ่งเล่นในสนามหน้าบ้านเหมือนอย่างทุกวัน ที่เขามาแอบดู เขารู้สึกกังวล ตื่นเต้นทุกลมหายใจเข้าออก เขากำลังจะเป็น “อาชญากร” แค่นั่นมันก็เทียบไม่ได้กับความรักที่เขามีให้กับลูกสาวที่น่ารักของเขาอย่างสุดหัวใจ เขาเฝ้ารออย่างเงียบๆด้วยใจที่เต้นอย่างระทึกอยู่หลังพุ่มไม้ วันนี้ไม่ว่าจะต้องให้เฝ้ารออีกนานเท่าใด เขาก็จะทำให้สำเร็จให้จงได้ แต่โอ้อนิจจา..........วันนั้นลูกสาวของเขาไม่ออกมาเล่นที่สนามหน้าบ้านเลย คุณลองนึกดูแม้กระทั่งความพยายามในการที่จะก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา เหมือนกับชีวิตเขาถูกกำหนดมาเช่นนั้น รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนเพราะพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่า เขาจะต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิตกับความล้มเหลวซ้ำซาก แต่ในที่สุดเหมือนปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับเขา เขาสามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้พร้อมกับลูกสาวที่น่ารักของเขาได้ พวกเขาก็ได้ทำงานอยู่ด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาแก่เฒ่าเกษียณตอนอายุ 65 ปี แต่เรื่องราวมันไม่ได้จบลงแค่นี้ วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขาจากรัฐบาล เป็นจำนวนเงิน 105 ดอลลาร์ เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือดีใจเลยแม้สักน้อย เงินที่ได้รับมันน้อยกว่าค่าจ้างที่เขาเคยได้รับในการทำงานในร้านกาแฟเสียอีก ชีวิตเขาและภรรยาจะอยู่ได้ต่อไปอย่างไร เพราะเขาไม่มีเงินเก็บพอที่จะอยู่อย่างสุขสบายในวัยชรา เช็คฉบับดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้วทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิตของเขาอยู่ไปวันๆจนกระทั่งวาระสุดท้าย ของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล มันดังกึกก้องอยู่ในใจเขาตลอดเวลา เหมือกับว่า ความล้มเหลวกำลังจะมาเยือนเขาอีกครั้ง และนี่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลวและท้อแท้ ชีวิตของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งจนแทบตั้งตัวไม่ติดหลังจาก 65 ปีอันแสนยาวนาน กับความอ่อนล้าและอ่อนแรงเต็มที เขาบอกกับตัวเองว่า...... “ถ้ำเขาดูแลตัวเองไม่ได้ และต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแลแบบตามมีตามเกิด เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป” เขาครุ่นคิดอยู่นานจนในที่สุดตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า........ “จะฆ่ำตัวตาย”
ความอ่อนแรงและอ่อนล้าดูเหมือนจะซ้ำเติมชีวิตเขาอย่างไม่ยอมลามือง่ายๆ เขาท้อแท้หมดหวังจนถึงที่สุด ในที่สุดเขาก็หยิบเอากระดาษหนึ่งแผ่นพร้อมกับดินสอ เดินออกไปในสวนหลังบ้าน นั่งลงใต้ต้นไม้อย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรมเป็นครั้งสุดท้าย เขานั่งถอนใจอยู่สักพัก ทอดสายตามองออกไปแบบเลื่อนลอยและสิ้นหวังขณะที่ปล่อยให้ความคิดที่จะเขียนคำสั่งเสียออกมานั้นดำเนินไปอย่างช้าๆ กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เป็นครั้งแรกที่ชีวิตที่ทำให้เขาเกิดปัญญา
แทนที่เขาจะเขียนคำสั่งเสียตามที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก เขากลับเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น สิ่งที่ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาพึงปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขาตกใจมากและรู้สึกประหลาดใจอย่างไรบอกไม่ถูก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาเลยสักอย่าง!
เขานั่งครุ่นคิดและพิจารณาวิเคราะห์กับตัวเองอย่างจริงจังอยู่นาน มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้และทำได้ดี บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาค้นพบคำตอบในชีวิตเขาแล้ว ใช่! เขาตอบตัวเองอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและพลัง.....“เขารู้วิธีการปรุงอาหารเป็นอย่างดี” ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขาอยู่ที่หน้าเตาร้อนๆมาเกือบตลอดชีวิต เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้งด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยมอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน แล้วในที่สุด เขาก็เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อที่ทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า ถ้าเขาจะตายเขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคนที่เขาอยากจะเป็น นั่นก็หมายถึง ความสำเร็จในชีวิตที่ใครหลายๆคนพึงปรารถนา และทำในบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่อันน้อยนิดของเขา ด้วยวัยชราที่อายุปาเข้าไป 65 ปี ไม่ใช่อุปสรรคที่จะมาขวางกั้นเขาได้เลย เมื่อคิดได้เช่นนั้น
เขาลุกขึ้นจากโคนต้นไม้ในสวนหลังบ้าน มุ่งหน้าที่จะไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์ จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไปของเขา ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้าน และลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นมันขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟแห่งนั้น เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาแบบง่ายๆ ตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา
แล้วชายชราที่ขายไก่ทอดอายุ 65 ปี ที่ใครบางคนก็คิดว่าเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง คนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันแซนเดอร์ส ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง
ตอนเขาอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนตัวแทนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี เขาก็กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ
เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของ ผู้พันแซนเดอร์สเป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่จะมีใครจะรู้บ้างไหมว่า หากที่ใต้ต้นไม้วันนั้น ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานของไก่ทอดที่เลื่องลือไปทั่วโลกก็อย่าง KFC คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกันทุกวันนี้ จริงอย่างที่คำกล่าวที่ว่า “ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่ำงกันเพียงแค่พลิกฝ่ำมือ” มันอยู่ที่ว่า คุณเลือกที่จะ.. “ล้มเหลวแต่ไม่ล้มเลิก” หรือ “ยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส นั้น 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จที่เขาได้รับแล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง ?
คุณพร้อมที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงหรือยัง ถ้าคุณพร้อมคุณจะได้เรียนรู้การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจหรือความสำเร็จได้อย่างไร? ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำถดถอยอย่างนี้ บทเรียนแห่งความล้มเหลวของธุรกิจต่างๆจะสอนอะไรเราได้บ้าง นักธุรกิจที่สร้างตัวจากสองมือเปล่าเขาเหล่านี้ ไม่ได้มีความรู้ที่เลิศเลออะไร? บางคนแค่เพียงอ่านออกเขียนได้ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะมีความรู้มากน้อยเพียงใดมันก็ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดของความสำเร็จ แนวคิดของบุคคลเหล่านี้ต่างหาก ที่แตกต่างจากบุคคลคนทั่วๆไป แม้กระทั่งผู้พันแซนเดอร์ส เองก็ล้มเหลวมาตลอด 65 ปี เขายังลุกขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีได้ แนวคิดที่แตกต่างเหล่านี้นั่นเองที่จะสามารถทำให้คุณสร้างธุรกิจได้
ขอเป็นกำลังใจกับทุกท่านได้ยืนหยัดต่อสู้อย่างมีเป้าหมาย